/
/
/
CD QUALITY ชื่อนี้คือมาตรฐานการฟังเพลง
Posted in ARTICLESLEARNING CENTER

CD QUALITY ชื่อนี้คือมาตรฐานการฟังเพลง

ในยุคที่เรามีฟอร์แมทการฟังเพลงอันหลากหลาย ไม่ว่าคุณจะฟังเพลงผ่านเพลเยอร์หรือว่าสตรีมมิ่งผ่านสมาร์ทโฟนก็ดี คำว่า “CD Quality” ได้กลายมาเป็นหลักไมล์สำคัญที่จะช่วยแบ่งแยกว่าคุณภาพเพลงที่คุณฟังอยู่นั้นดีขนาดไหน 

CD ไม่มีวันตาย?

ถึงแม้ทุกวันนี้เราจะมองหาร้านขายแผ่นซีดีกันไม่ค่อยเจอแล้วก็ตาม แต่มาตรฐานที่แผ่นซีดีสร้างไว้ให้แก่วงการออดิโอก็จะยังคงอยู่ต่อไปอีกยาวนาน และมาตรฐานที่ว่านั้นก็คือการกำหนดคุณภาพเสียงที่ใช้ในเรื่องของการฟังเพลงแบบ Digital Audio นั่นเองครับ

Cr.theguardians

เพราะในยุคที่แผ่นซีดีเกิดขึ้นมาจนถึงวันที่พวกเค้าได้รับความนิยมอย่างสูงสุด แทบจะเรียกว่าไม่มีฟอร์แมทดิจิตอลรูปแบบอื่นที่มีความสามารถเหนือกว่าแผ่นซีดีไปได้เลย แม้ว่าในปัจจุบันเราจะมีฟอร์แมทความละเอียดสูงที่นิยมเรียกกันว่า Hi-Res Audio หรือ HRA เกิดขึ้นมาและค่อนข้างได้รับความนิยมในหมู่นักฟังเพลงฮาร์ดคอร์ทั้งหลาย แต่ CD Quality ก็ยังเป็นเกณฑ์ขั้นต่ำที่เหล่านักฟังให้ความไว้วางใจกันอยู่ไม่เสื่อมคลาย

เมื่อพูดถึงเรื่องนี้แล้วก็ต้องขอย้อนอดีตไปถึงจุดเริ่มต้นของมาตราฐานแผ่นซีดีหรือ CD Quality กันซักเล็กน้อยล่ะนะครับ ว่ามันเกิดขึ้นมากันได้อย่างไร

“Red Book” จุดกำเนิดของแผ่นซีดี

ย้อนกลับไปในปี 1980 ซึ่งถือว่าเป็นยุคแรกๆของวงการ Digital Audio เมื่อเราเริ่มจะย้ายรูปแบบการฟังเพลงจากสื่ออะนาลอคอย่างเช่นแผ่นเสียงมาอยู่ในรูปแบบของแผ่นซีดี ทั้งนี้เพื่อให้แผ่นซีดีและเครื่องเล่นที่จะผลิตออกมาไม่เกิดปัญหาในเรื่องของความเข้ากันได้ พูดง่ายๆก็คือทั้งเครื่องเล่นและแผ่นซีดีสามารถใช้งานร่วมกันได้ไม่มีงอแงนั่นแหละครับ ทางค่าย Phillips และ Sony ซึ่งเป็นผู้คิดค้นและวิจัยเกี่ยวกับ Audio CD ในยุคแรกๆจึงจับมือกันสร้างมาตราฐานของแผ่นซีดีขึ้นมา

แน่นอนล่ะว่ามาตราฐานที่สร้างขึ้นก็เพื่อจะให้แผ่นซีดีที่จะถูกผลิตออกมาในอนาคตสามารถใช้งานกับเครื่องเล่นที่ทั้งสองบริษัทจะเป็นคนสร้างนั่นเอง แอบแฝงเรื่องธุรกิจเช่นเคย ฮ่าๆ ซึ่งเจ้า Red Book นี่มันก็จะอธิบายเกี่ยวกับข้อกำหนดต่างๆ เช่นกายภาพของแผ่นซีดี ไม่ว่าจะเป็นขนาด, ความหนาของแผ่น, วัสดุที่ใช้ รวมไปถึงเรื่องของร่องและเซ็คเตอร์ของแผ่นซีดีด้วย

และอีกเรื่องสำคัญที่กลายเป็นมาตราฐานของคำว่า CD Quality ในปัจจุบันก็คือการเก็บข้อมูลดิจิตอลในแผ่นซีดี ซึ่งจะให้ความละเอียดสูงสุดอยู่ที่ 44,100 samples per second (Sample Rate 44.1KHz) และมี Bit Rate เท่ากับ 16 (16Bit) นั่นเองครับ ถ้าใครอยากรู้เรื่องเกี่ยวกับ Bit และ Sample Rate แบบคร่าวๆก็สามารถย้อนกลับไปดูที่บทความเก่าของเรา อันนี้ ได้ครับ

ลืมบอกไปว่าไอ้เจ้า Red Book นี่เค้าไม่ได้มีปกสีแดงตามชื่อหรอกนะครับ เดี๋ยวใครไปหารูปในเน็ทแล้วบอกว่าเอ๊ะ? ทำไมหาหนังสือปกแดงไม่เจอเลยวุ้ย! เพราะตอนที่ Phillips และ Sony เข้าร่วมกันพิมพ์หนังสือแจกออกมา มันดันมีห่วงที่สันปกหนังสือเป็นสีแดง ทำให้กลายเป็นชื่อเรียกมาตราฐาน Red Book กันต่อมานั่นเองล่ะครับ

16Bit / 44.1kHz ตัวเลขที่นักฟังเพลงคุ้นเคย

ในยุคที่การฟังเพลงด้วยแผ่นซีดีเบ่งบานถึงขีดสุด ค่าตัวเลข 16Bit / 44.1kHz จึงกลายเป็นเหมือนค่ามาตราฐานในวงการดิจิตอลออดิโอ เพราะถึงแม้จะเป็นแค่การสุ่มค่าสัญญาณไฟฟ้า ไม่เหมือนกับระบบอะนาลอคที่เก็บข้อมูลเสียงได้ทุกเม็ด แต่คุณภาพเสียงระดับ 16Bit / 44.1kHz นั้นก็ได้รับการยอมรับในหมู่นักฟังเพลงเป็นจำนวนมาก ว่าทำได้ดีไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าระบบอะนาลอคแบบเดิมเลยทีเดียว (แต่ก็มีอีกหลายๆคนที่ไม่ชอบซาวด์ดิจิตอลแบบนี้เช่นกันนะครับ ฮ่าๆ)

Cr.AudioVisual Online

จริงอยู่ว่าในช่วงกลางถึงปลายๆยุคของแผ่นซีดี กระบวนการโปรดัคชั่นของวงการเพลงสามารถบันทึกเสียงได้ที่ความละเอียดสูงกว่า 16Bit / 44.1kHz ไปแล้ว แต่ด้วยยังไม่มีเรื่องของ Hi-Res Audio เข้ามาเกี่ยวข้อง สุดท้ายแล้วการทำมาสเตอริ่งเพื่อที่จะจบงานไปปั้มเป็นแผ่นซีดี ก็จะจบลงที่ค่า 16Bit / 44.1kHz เหมือนเดิม

อ๊ะๆ แต่ใครที่เติบโตในยุคของ Hi-Res Audio อย่าพึ่งคิดไปว่าความละเอียดระดับ 16Bit / 44.1kHz นี่เค้าน้อยนะครับ ด้วยเครื่องไม้เครื่องมือ บวกกับความชำนาญของ Mastering Engineer การแปลงข้อมูลจากความละเอียดที่สูงกว่าหรือที่เรียกว่าการ Down Sample ก็ยังสามารถรักษารายละเอียดของเสียงได้ค่อนข้างสมบูรณ์แบบมากเลยทีเดียว

ถ้าลองคิดกันดูดีๆ ที่ค่า Sample Rate ระดับนี้ก็ครอบคลุมช่วงความถี่ที่หูมนุษย์สามารถได้ยินครบถ้วนแล้วล่ะนะ ถ้าไม่มีระบบการฟังเพลงที่ดีพอหรือความไวของหูระดับปีศาจ ก็ยากที่จะฟังความแตกต่างของความละเอียดที่สูงกว่า CD Quality ออกนะครับ

สร้างมาตรฐานมาจนถึงยุค Hi-Res Audio

เมื่อเวลาล่วงเลยมาจนถึงทุกวันนี้ วันที่แผ่นซีดีเริ่มล้มหายตายจากไปตามกาลเวลา ปล่อยให้เทคโนโลยีการฟังเพลงแบบดิจิตอลเปลี่ยนจากฟอร์แมทที่ต้องใช้แผ่นซีดี กลายมาเป็นการซื้อเพลงแบบดาวน์โหลดหรือว่าฟังกันแบบสตรีมมิ่ง ค่ามาตราฐานของแผ่นซีดีหรือว่า CD Quality จึงกลายมาเป็นเขตแดนสำคัญที่จะบอกว่าคุณภาพเพลงที่คุณฟังอยู่นั้นมันดีขนาดไหนกัน?

ตามข้อกำหนดของ Recording Industry Association of America หรือ RIAA ได้ให้ข้อกำหนดเกี่ยวกับ Hi-Res Audio ไว้แบบเข้าใจได้ง่ายๆว่า ไฟล์เพลงที่มีความละเอียดสูงกว่า CD Quality (16Bit/44.1kHz) จะถือว่าเป็น Hi-Res Audio ไปโดยปริยาย

นั่นก็ทำให้ความละเอียดระดับ CD Quality กลายเป็นมาตราฐานขั้นต่ำที่นักฟังเพลงดิจิตอลยอมรับกัน เนื่องจากมันเป็นค่าความละเอียดที่ใช้มานานพอสมควรและมีคุณภาพที่เชื่อถือได้ครับ เพราะเมื่อไปเทียบกับความละเอียดของไฟล์ Lossy อย่างพวก MP3 หรือ AAC แล้ว เราจะเห็นความแตกต่างของคุณภาพเสียงได้ค่อนข้างชัดเจน

ส่วนในรายของ Hi-Res Audio นั้น ถึงแม้จะมีค่าความละเอียดที่สูงกว่า CD Quality แต่ก็มีปัจจัยหลายอย่างที่เราจะต้องพึ่งพาถึงจะสามารถทำให้ไฟล์แบบ HRA เปล่งประกายได้ถึงขีดสุด ยกตัวอย่างเช่นอุปกรณ์ที่เราใช้ฟังเพลงอย่างเช่นเพลเยอร์หรือหูฟังนั่นไง แต่ถ้าทุกอย่างลงตัว HRA ก็เป็นความบันเทิงสองรูหูที่นักฟังเพลงทุกคนถวิลหากันทั้งนั้นครับ

ยุค Streaming ก็ใช้ CD Quality เป็นจุดขาย

ปัจจุบันเหล่าผู้ให้บริการสตรีมมิ่งทั้งหลายเริ่มที่จะเอาคุณภาพเสียงมาเป็นจุดขายกันแล้ว ทำให้ CD Quality กลายเป็นตัวชูโรงสำคัญของหลายๆค่าย อย่างเช่น Tidal ที่บอกลูกค้าไว้เลยว่าพวกเค้าให้บริการด้วยความละเอียดมาตราฐานระดับ CD Quality กันเป็นหลัก ซึ่งคุณภาพที่ได้ก็ดีกว่าเจ้าอื่นที่บริการด้วยไฟล์แบบ Lossy อย่างชัดเจน เปรียบได้กับว่าคนฟังอย่างเราๆจะมีคลังแผ่นซีดีนับล้านแผ่นวางกองให้ฟังกันเต็มบ้านเลยทีเดียวเชียว

หรือถ้าใครมีทุนทรัพย์พอจะซื้ออุปกรณ์เพิ่ม อยากจะฟังเพลงที่คุณภาพดีกว่า CD Quality อย่างเช่น MQA ก็มีให้เลือกอีกเช่นเดียวกัน แต่คุณภาพระดับ CD Quality ที่ให้บริการกันอยู่นั้นก็บอกได้เลยว่าดีกว่าแผ่นซีดีที่วางขายอยู่ทั่วไปพอสมควรครับ เนื่องจากแผ่นซีดีจะมีปัจจัยของโรงงานผลิตมาเกี่ยวข้องในเรื่องของคุณภาพเสียงด้วย ทำให้การฟังเพลงสตรีมมิ่งแต่ได้คุณภาพแบบ CD Quality เหมือนกันได้เปรียบกว่าพอสมควร เนื่องจากมันไม่มีปัญหาทางกายภาพของตัวแผ่นมาเกี่ยวข้องนั่นเอง

CD Quality ยังอยู่อีกนาน

ดูจากแนวโน้มแล้วเราก็คาดว่าที่ความละเอียดระดับ CD Quality นั้นน่าจะอยู่ต่อไปได้อีกยาวๆ เพราะอย่างที่บอกว่าคุณภาพเสียงระดับนี้ไม่ได้ขี้เหร่แต่อย่างใด และด้วยเทคโนโลยี Lossless ในปัจจุบันอย่างเช่นพวกไฟล์ FLAC ที่สามารถพกพาความละเอียดระดับ CD Quality แต่ไม่จำเป็นต้องมีขนาดไฟล์ใหญ่โตจนเกินไป ยิ่งจะทำให้มาตราฐานระดับนี้ไม่มีวันตายง่ายๆล่ะครับ

There are no reviews yet.

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

พิมพ์คำที่ต้องการและกด ENTER เพื่อค้นหา

ตะกร้าสินค้า