/
/
/
เพิ่มประสิทธิภาพระหว่างออกกำลังด้วยการฟังเพลง
Posted in LEARNING CENTER

เพิ่มประสิทธิภาพระหว่างออกกำลังด้วยการฟังเพลง

ไม่ว่าคุณจะไปวิ่งตามสวนสาธารณะที่ไหนหรือจะไปยกเวทเข้าฟิตเนส ภาพที่เราล้วนคุ้นตากันดีก็คือบรรดาผู้รักสุขภาพทั้งหลายที่กำลังขะมักเขม้นกับการออกกำลัง พร้อมทั้งฟังเพลงไปด้วยในขณะเดียวกัน ซึ่งเราอาจจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม แต่การฟังเพลงสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการออกกำลังกายให้เราหลายๆด้านเลยเชียวล่ะ

ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่แต่อย่างใดในการใช้เสียงดนตรีมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้การออกกำลังของเราดีขึ้นหรือสนุกขึ้น เพราะมีสรุปการทดลองทางวิชาการออกมามากมายเลยทีเดียวเกี่ยวกับเรื่องนี้

ทำไมดนตรีถึงช่วยให้เราออกกำลังดีขึ้น?

อันที่จริงการทดลองด้านความสัมพันธ์ระหว่างดนตรีและประสิทธิภาพในการออกกำลังกายนั้นมีมานานตั้งแต่ปีค.ศ. 1911 นู่นเลยล่ะครับ โดยนักวิทยาศาสตร์นามว่า Lepnard Ayres ได้ค้นพบว่านักปั่นจักรยานสามารถควงขาได้เร็วขึ้นในระหว่างที่วงดนตรีกำลังบรรเลงเพลงให้ฟัง แต่เมื่อดนตรีเงียบลงนักปั่นก็จะควงขาช้าลงตามไปด้วย

และจากสรุปการรายงานในปัจจุบันของสองนักวิชาการ Costas Karageorghis และ David-Lee Priest ซึ่งได้รับการตีพิมพ์ใน “International Review of Sport and Exercise Psychology”  มีการทดลองกว่า 60 ครั้งที่ค้นพบว่า การฟังเพลงระหว่างออกกำลังของอาสาสมัครนั้นทำให้พวกเค้าสามารถยืดระยะเวลาขณะออกกำลังได้ยาวนานขึ้น, ควบคุมการออกแรงได้ดีกว่าเดิม และยังสามารถควบคุมอารมณ์ขณะที่ออกกำลังได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

ยิ่งถ้าคุณได้เสียงเพลงที่ให้ทั้งอารมณ์และจังหวะตรงกับกิจกรรมที่คุณกำลังทำอยู่ มันจะยิ่งทำให้คุณอยู่ในโหมดที่เรียกว่า “เข้าฟอร์ม” มันจะทำให้คุณรู้สึกว่าสามารถควบคุมทั้งแรงกายและจิตใจขณะที่ออกกำลังอยู่ได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม หรือจะเรียกอีกอย่างว่ามีสมาธิมากขึ้นก็ได้ครับ

ช่วยให้เรามีสมาธิและเพิ่มประสิทธิภาพของร่างกาย

โดยพื้นฐานแล้วเสียงดนตรีสามารถช่วยให้เราออกกำลังได้ดีขึ้นในสองด้านได้แก่

“asynchronously”  อันนี้จะคล้ายกับความสามารถที่ช่วยเรื่องการควบคุมอารมณ์รวมถึงสมาธิของเรา

“synchronously” ส่วนนี้จะช่วยให้เราควบคุม “ จังหวะ”ในการออกกำลังได้ดีขึ้น

หลายคนอาจจะเคยมีประสบการณ์มาบ้างว่าเพลงบางเพลงอาจจะช่วยให้เรามีแรงบันดาลใจที่จะออกไปวิ่งหรือแม้แต่ในขณะที่วิ่งอยู่ก็ตาม ส่วนบทเพลงที่มีจังหวะเร็วหรือคึกคักก็ส่งผลให้เราขยับขาได้เร็วขึ้น หรือทำให้เราพยายามที่จะซอยขาหรือหายใจให้ตรงกับเทมโป้ของเพลง

เป็นธรรมชาติของมนุษย์เราอยู่แล้วล่ะครับ ที่มักจะพยายามขยับโยกย้ายร่างกายไปตามจังหวะเพลง ดูอย่างที่คนเค้าเต้นกันตามผับตามบาร์ซิแต่ละจังหวะเพลงก็ส่งผลต่อท่วงท่าของคนเราที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้นจึงไม่แปลกเมื่อเราฟังเพลงที่มีจังหวะค่อนข้างเร็วแล้วทำให้เราสามารถวิ่งได้เร็วขึ้น

หลอกล่อเราให้พ้นจากความเจ็บปวด

นอกจากเรื่องอารมณ์และประสิทธิภาพของร่างกายที่จะดีขึ้นแล้ว บางครั้งเสียงดนตรีก็ช่วยให้สมองของเรา “ไม่” ไปโฟกัสที่ความเจ็บปวดซึ่งเกิดขึ้นระหว่างการออกกำลัง

เรื่องนี้อธิบายได้ไม่ยากครับ โดยสามารถเปรียบเทียบจากเรื่อง “auditory masking” ที่ว่าสมองของคนเราจะมีตัวเลือกในการตอบสนองเมื่อมีเสียงเกิดขึ้นมาพร้อมๆกันอย่างน้อย 2 เสียง ดังนั้นในขณะออกกำลังอยู่ สมองก็จะมีตัวเลือกขึ้นมาระหว่างจะเลือกสนใจถึงความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น หรือจะจดจ่ออยู่กับเสียงดนตรี ถ้าในระหว่างออกกำลังเราเลือกฟังเพลงที่ตัวเองชอบก็มีแนวโน้มที่สมองจะเลือกให้ความสนใจถึงเสียงดนตรีที่ได้ยิน มากกว่าความเจ็บปวดที่ร่างกายรู้สึกได้นั่นเองครับ

อ่านมาถึงตรงนี้แล้วหลายๆคนอาจจะรู้สึกว่า “ถ้างั้นทุกครั้งที่ออกกำลังเราก็ต้องหาเพลงมาฟังเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับร่างกายซินะ?” ซึ่งก็ถือว่าไม่จริงซะทีเดียวครับ เสียงเพลงกับการออกกำลังนั้นอาจจะไม่ใช้คำตอบที่ถูกต้องสำหรับมนุษย์ทุกคน อาจจะมีนักกีฬาหลายๆคนที่ชอบให้ตัวเองมีสมาธิจดจ่ออยู่ที่สิ่งที่ตัวเองกำลังทำอยู่ มากกว่าที่จะให้เสียงเพลงมารบกวนสมาธิ ดังนั้นถ้าใครที่รู้ตัวว่าเป็นคนประเภทนี้ก็ข้ามบทความไปได้เลยครับ ฮ่าๆ แต่ถ้าคุณชอบฟังเพลงขณะที่ออกกำลังล่ะก็ ต่อไปก็ต้องลองหัดเลือกเพลงให้ถูกต้องเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพร่างกายกันล่ะครับ

 ลองสร้างเพลย์ลิสท์สำหรับออกกำลังของตัวเอง

มีผลวิจัยออกมาว่าเสียงเพลงที่ดังสนั่น, มีเทมโป้เร็ว และให้เสียงเบสเยอะจะส่งผลต่อประสิทธิภาพในการออกกำลังเป็นอย่างยิ่ง อย่างที่ได้บอกไปแล้วว่าร่างกายเราจะพยายามขยับตัวให้ทันกับจังหวะเสียงดนตรี ยิ่งจังหวะเร็วก็ยิ่งเป็นแรงพลักดันให้เราเคลื่อนไหวเร็วขึ้น แต่เมื่อเราเริ่มฟังเพลงที่มีจังหวะเร็วขึ้นเรื่อยๆจนมาอยู่ประมาณ 140 beats per minute (BPM) เมื่อไหร่ล่ะก็ ต่อให้เราพยายามฟังเพลงที่จังหวะเร็วขึ้นกว่านี้ไปอีกมันก็จะไม่ค่อยส่งผลกับประสิทธิภาพของเราแล้วครับ อย่างมากก็ช่วยให้มีแรงฮึดมากกว่าเดิมเท่านั้นเอง

ถ้าคุณอยากจะประสานร่างกายเข้ากับจังหวะเสียงเพลงล่ะก็ ลองเข้าไปดูที่เวปไซต์ run2rhythm ซึ่งเค้าจะมีชาร์ตแนะนำจังหวะเพลงที่จะส่งผลต่อระยะทางการวิ่งให้ อย่างเช่นเพลงที่มีเทมโป้เท่ากับ 150 BPM จะช่วยให้เราวิ่งได้ 1 ไมล์ภายในเวลา 16 นาทีเป็นต้นครับ อันนี้ก็ต้องไปลองบวกลบคูณหารใหม่ให้กลายเป็นหน่วยกิโลเมตรแทนนะครับ ฮ่าๆ

เมื่อเรารู้จังหวะเพลงที่ต้องการแล้วก็ลองเอาคลังเพลงที่เรามีอยู่ไปหาเทมโป้กันครับ เพื่อที่จะได้จัดเพลย์ลิสต์ให้ถูกต้องกับจังหวะร่างกายในขณะที่เราออกกำลัง ลองเข้าไปที่เวปไซต์ SongBPM  เพื่อใช้ค้นหาเทมโป้ของเพลงดูก็ได้ครับ แต่พยายามเลือกเพลงที่มีจังหวะไม่ซับซ้อนนะครับ พวกดนตรีโปรเกสซีฟที่ชอบเปลี่ยนจังหวะเพลงไปมาอาจจะทำให้เราเสียจังหวะในการวิ่งได้ครับ ฉะนั้นแล้วใครที่ชอบฟังวงอย่าง Dream Theater อย่าได้เอาไปฟังขณะซ้อมวิ่งนะครับ ไม่อย่างงั้นอาจจะมีหัวทิ่มกันได้ ฮ่าๆ

 เลือกใช้อุปกรณ์กันให้ถูกต้อง

วิธีการเลือกใช้อุปกรณ์ในการฟังเพลงอย่างตัวหูฟังนั้น เราเคยพูดถึงกันไปแล้วบ้าง อย่างเช่นในบทความก่อนหน้าที่เกี่ยวกับ เหตุที่เราควรใช้หูฟังสำหรับออกกำลังโดยเฉพาะ แต่เพื่อใครขี้เกียจกลับไปไล่อ่านเราจะสรุปให้อ่านกันตรงนี้อีกซักรอบครับ

จงจำให้ขึ้นใจว่าความปลอดภัยนั้นควรมาเป็นอันดับหนึ่ง ถ้าคุณเน้นการออกกำลังในยิมหรือฟิตเนสเซ็นเตอร์เป็นหลักก็ถือว่าเป็นโชคดีในระดับนึง เพราะความเสี่ยงจากอันตรายรอบข้างถือว่าน้อยกว่า แต่ถ้าคุณเป็นสายเอาท์ดอร์ที่ชอบปั่นจักรยานหรือว่าวิ่งกลางแจ้ง ก็ต้องรู้จักเลือกหูฟังที่จะช่วยให้คุณได้ยินเสียงรอบข้างได้บ้างนะครับ

Plantronics BackBeat Fit 3100 ที่มีจุกหูฟังพิเศษ Always Aware™ ช่วยให้ได้ยินเสียงจากภายนอก

ให้เลือกใช้หูฟัง Earbuds ที่สวมใส่แล้วไม่แน่นคับหูจนเกินไป เลือกใช้จุกยางที่ขนาดเล็กกว่าไซส์ปกติของเราซักเบอร์นึง เพื่อช่วยให้เสียงบรรยากาศรอบข้างรั่วเข้าไปได้บ้าง พยายามอย่าฟังเพลงด้วยระดับเสียงที่ดังจนเกินไป และพยายามสังเกตสิ่งรอบๆตัวอยู่เสมอ ถึงแม้ว่าเราจะปั่นหรือวิ่งอยู่ในเลนของเราเอง แต่ก็ไม่แน่ว่าอันตรายจากผู้อื่นจะมาไม่ถึงตัวเรา เพราะฉะนั้นกันไว้ดีกว่าแก้นะครับ

Aftershokz Trekz Air “Bone Conduction Transducers” Headphone

ตัวเลือกที่น่าสนใจในปัจจุบันอีกอย่างก็เห็นจะเป็นหูฟังที่ใช้ระบบ “Bone Conduction Transducers” ซึ่งแทนที่เราจะเอาหูฟังใส่เข้าไปในช่องหู ระบบของหูฟังแบบนี้จะใช้การสั่นสะเทือนส่งเข้าไปที่กระดูกบริเวณศีรษะของเราแทนครับ ซึ่งจะช่วยให้เราได้ยินเสียงรอบข้างได้ง่ายขึ้นมาก ช่วยเพิ่มความปลอดภัยระหว่างออกกำลังกายได้เป็นอย่างดีครับ

ส่วนใครที่ชอบวิ่งไปถือโทรศัพท์ไปแนะนำให้ใช้ exercise armband เพื่อใส่สมาร์ทโฟนสุดที่รักของเราแทนนะครับ นอกจากจะช่วยไม่ให้เหงื่อของหยดหรือไปโดนโทรศัพท์แล้ว ยังปลอดภัยต่อการที่โทรศัพท์ลื่นหลุดออกจากมือได้อีกด้วยครับ เชื่อผมเถอะเพราะว่าผู้เขียนเคยเจอมากับตัวเองแล้ว น้ำตาแทบไหลเลยทีเดียว ฮ่าๆ อีกตัวเลือกที่น่าใจก็อาจจะเป็นการใช้เพลเยอร์ขนาดจิ๋วก็ไม่เลวเช่นกันครับ

FiiO M5 Hi-Res DAP  มีหน้าจอการนับก้าวเดิน เหมือน smartwatch

ยกตัวอย่างเช่นเพลเยอร์ FiiO M5 Hi-Res DAP (ขายของน่าดู ฮ่าๆ) ที่นอกจากจะมีขนาดเล็กสามารถพกพาแบบ Smart Watch ได้แล้ว (ด้วยการซื้อเคสสายนาฬิกามาใช้) ยังสามารถใช้นับก้าวการเดินได้อีกต่างหาก

สุดท้ายก่อนจากกัน โปรดอย่าลืมชาร์จแบตเตอรี่ให้กับหูฟังและสมาร์ทโฟน (เพลเยอร์) ของคุณให้เต็มก่อนไปออกกำลัง เชื่อผมเถอะว่าไม่มีอะไรเซ็งเท่ากับการที่เรากำลังวิ่งอยู่เพลินๆไปไม่ถึงครึ่งทางแต่แบตเตอรี่หูฟังดันมาหมดซะก่อนเพราะเราดันลืมชาร์จครับ

เครดิตบทความ : soundguys.com, popsci.com

ไม่พบข้อความวิจารณ์

ใส่ความเห็น

พิมพ์ชื่อสินค้าที่ต้องการและกด ENTER เพื่อค้นหา

ตะกร้าสินค้า