/
/
/
ทำไมถึงควรใช้หูฟังสำหรับออกกำลังโดยเฉพาะ
Posted in LEARNING CENTER

ทำไมถึงควรใช้หูฟังสำหรับออกกำลังโดยเฉพาะ

อย่าเสี่ยงเอาหูฟังตัวโปรดของคุณไปฟังเพลงขณะออกกำลังกาย ถ้าเกิดมันไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ใช้เพื่อ “ออกกำลังโดยเฉพาะ” ยิ่งถ้าเป็นหูฟังราคาแพงด้วยแล้วล่ะก็ ยิ่งไม่คุ้มที่จะเสี่ยง เนื่องจากการนำหูฟังสุดที่รักไปใช้งานผิดประเภท ทำให้มีโอกาสสูงที่หูฟังจะเสียชีวิตก่อนวัยอันควรครับ

หูฟังสำหรับออกกำลัง (Workout Headphone) ถึงแม้ว่าจะมีหน้าตาคล้ายๆกับหูฟังทั่วไป แต่คุณสมบัติทางกายภาพหลายๆอย่างก็แตกต่างจากหูฟังธรรมดาพอสมควร และปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทำให้เราควรเลือกใช้งานหูฟังเฉพาะทางเพื่อใช้ในการออกกำลังก็คือ “ความทนทาน” นั่นเองครับ

ไม่เหมือนกับเวลาที่เราเลือกซื้อหูฟังปกติเพื่อใช้ฟังเพลง เรื่องของคุณภาพเสียงแทบจะเรียกได้ว่าเป็นความสำคัญอันดับ 1 หรือไม่ก็อันดับ 2 รองลงมาจากหน้าตาของหูฟังเลยใช่มั้ยล่ะครับ แต่ทางด้านหูฟังสำหรับออกกำลังนั้น เรื่องเสียงเป็นเรื่องที่ขอแค่คุณภาพที่ได้ “มาตราฐาน” มากกว่า อย่างน้อยๆก็ขอให้ฟังสนุกคึกคักอยากเสียเหงื่อก็พอ คงไม่มีใครมานั่งจับผิดโน้ตกีตาร์ที่นักดนตรีเล่นขณะกำลังวิ่งอยู่หรอกจริงมั้ยครับ?

ว่าแล้วเราก็ลองมาสำรวจกันดีกว่า ว่าหูฟังสำหรับออกกำลังที่ดีนั้นต้องประกอบไปด้วยอะไรกันบ้าง

ความสามารถในการกันน้ำ

ข้อนี้ควรจะเป็นเบอร์ 1 ในการเลือกซื้อหูฟังสำหรับออกกำลังเลยทีเดียว จะกันน้ำได้มากน้อยขนาดไหนก็ขึ้นอยู่กับชนิดกีฬาที่เราเล่นด้วย แต่อย่างน้อยมันต้อง “กันน้ำ” ได้ครับ ถึงแม้ว่าเราจะไม่ได้เอาหูฟังไปใส่ว่ายน้ำก็ตาม

Plantronics-BackBeat-FIT

โดยปกติเวลาที่เราออกกำลังอยู่นั้นหูฟังต้องเจอกับเหงื่อไคลที่ไหลย้อยอยู่ตลอดเวลา และจุดนี้นี่เองที่ทำให้การนำหูฟังทั่วไปมาใช้ใส่ออกกำลังจึงทำให้มันมีอายุสั้นกว่าวัยอันควรมากทีเดียว เนื่องจากคราบเหงื่อนั้นสามารถเล็ดลอดเข้าไปตามซีลต่างๆจนทำให้อุปกรณ์ภายในเสียหายได้ง่ายๆครับ

การที่จะดูว่าหูฟังรุ่นนั้นๆสามารถกันน้ำได้ในระดับไหนนั้น เราก็จะมาดูที่ค่า “IP Rating” หรือ “IPX” กันครับ ซึ่งในเรื่องนี้เราเคยได้กล่าวถึงกันไปแล้ว ฉะนั้นผมขอข้ามไปสรุปรวบยอดเลยว่า ความสามารถขั้นต่ำที่เราควรซื้อมาใช้ในการออกกำลังก็คือหูฟังที่ค่าตั้งแต่ IPX1 ขึ้นไป ซึ่งในระดับที่หนึ่งนั้นหูฟังจะมีความสามารถในการป้องไม่ให้เหงื่อของเราเข้าไปทำลายวงจรภายในได้

“IP RATING” by Headphone Addict

จาก IP Rating เราจะเห็นได้ว่าที่ค่า IPX7 ขึ้นไปหูฟังจะสามารถกันน้ำได้ลึกถึง 1 เมตรเลยทีเดียว แต่ยังไงเราก็ไม่แนะนำให้ใส่หูฟังเอาไปดำน้ำเล่นอยู่ดี เพราะถีงอย่างไรก็ตามหูฟังไม่สามารถจมอยู่ใต้น้ำได้เป็นเวลานานๆ และยิ่งถ้าเอาหูฟังที่ระดับต่ำกว่า IPX7 ลงไปเล่นน้ำ โอกาสที่หูฟังจะเจ๊งนั้นมีสูงมากเลยทีเดียว รวมถึงใต้น้ำนั้นก็เป็นอุปสรรคในการส่งสัญญาณบลูทูธอยู่แล้วด้วย

สวมใส่ได้แน่นหนา

เรื่องสำคัญรองลงมาจากความสามารถในการกันน้ำก็คือความ “ฟิตพอดี” ของหูฟังกับหูของเราครับ โดยปกติหูฟังสำหรับออกกำลังจะถูกออกแบบมาให้ใส่ได้แน่นหนากว่าหูฟังทั่วๆไปอยู่แล้ว และลักษณะทางกายภาพของหูฟังแบบต่างๆก็จะส่งผลที่ต่างกันออกไป

หูฟัง Wireless Earbud หรือ True Wireless Earbud

หูฟังประเภทนี้ขนาดของรูปทรงและจุกยางจะเป็นตัวหนึ่งที่กำหนดความแน่นกระชับเวลาที่เราใส่หูฟัง อย่าไปคาดหวังว่าการเปลี่ยนขนาดจุกยางอย่างเดียวจะช่วยให้เราใส่หูฟังได้พอดี การเลือกบอดี้ของหูฟังให้พอดีกับขนาดใบหูและช่องหูของเราก็สำคัญเช่นกัน

ถ้าเป็นหูฟังเอียร์บัดที่มี Ear Wing หรือว่า Ear Fin ก็จะช่วยให้เราใส่หูฟังได้แน่นหนามากยิ่งขึ้น ถ้าคุณเน้นการออกกำลังที่ต้องเคลื่อนไหวร่างกายหนักๆแล้วล่ะก็ หูฟังออกกำลังประเภทเอียร์บัดจะตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดีครับ 

หูฟังแบบ On-Ear Headphone

อาจจะเสียเปรียบเรื่องขนาดและความคล่องตัว แต่ก็เป็นหูฟังที่ใส่สบายสำหรับหลายๆคน เพราะไม่ต้องยัดหูฟังเข้าไปในช่องหูจึงสามารถใส่ได้นานโดยไม่เจ็บหู แต่หูฟังก็จะไม่แน่นหนามั่นคงถ้าคุณต้องออกท่วงท่ามากๆ

Plantronics-BackBeat-Fit-500

ไม่ว่าจะเป็นหูฟังออกกำลังแบบไหน จุดสำคัญคือตัวเราต้องใส่แล้วรู้สึกสบายไม่อึดอัด ให้เน้นหูฟังที่น้ำหนักเบาไว้ก่อนจะเป็นการดีที่สุด การออกกำลังโดยที่รู้สึกเจ็บหรือรำคาญที่หูอยู่ตลอดเวลาเป็นเรื่องไม่สนุกเท่าไหร่ครับ 

ความอึดของแบตเตอรี่

เนื่องจากปัจจุบันหูฟังที่ใช้ออกกำลังมักจะอยู่ในรูปแบบของหูฟังไร้สายกันเป็นหลัก ดังนั้นเรื่องระยะเวลาความต่อเนื่องในการใช้งานจึงเป็นเรื่องที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องให้ความสำคัญบ้าง

จริงๆแล้วถ้าคุณไม่ได้เป็นนักกีฬาระดับที่วิ่งอัลตร้ามาราธอนหรือเล่นไตรกีฬาแบบใช้เวลาหลายๆชั่วโมง เรื่องแบตเตอรี่ก็อาจจะไม่ได้ซีเรียสอะไรมากครับ โดยทั่วไปหูฟังไร้สายสามารถรองรับการใช้งานขั้นต่ำได้ 2-3 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อยอยู่แล้ว ซึ่งก็ถือว่าเพียงพอต่อการออกกำลังของคนส่วนใหญ่

จากโพลเราจะเห็นได้ว่าคนส่วนใหญ่ใช้เวลาในการออกกำลังโดยเฉลี่ย 30นาทีถึง 1 ชั่วโมงกันเป็นส่วนมาก ฉะนั้นแล้วระยะเวลาในการใช้งานของแบตเตอรี่จึงไม่น่าห่วงซักเท่าไหร่ ปัญหามีแค่อย่างเดียวก็คือพวกที่ขี้ลืมไม่ค่อยได้ชาร์จแบตเตอรี่เป็นประจำครับ พอจะเริ่มออกกำลังพึ่งนึกได้ว่าลืมชาร์จนี่นา ฮ่าๆถ้าเราเลือกหูฟังที่มีความจุแบตเยอะๆก็จะทำให้สามารถใช้ได้หลายๆครั้งโดยที่ไม่ต้องชาร์จบ่อยๆนั่นเองครับ

ถ้าหูฟังมีระบบ Quick-Charge หรือความสามารถในการชาร์จไฟแบบเร่งด่วนก็จัดว่าน่าสนใจครับ เพราะถึงเราจะลืมชาร์จแบตมา แต่ขอเวลาซัก 5-10 นาทีในการชาร์จก็จะมีแบตเตอรี่พอให้เราใช้งานได้สบายๆอย่างน้อยครึ่งชั่วโมงได้เลย

และในเรื่องของแบตเตอรี่นั้น หูฟังที่เป็น On-Ear Headphone มักจะได้เปรียบในเรื่องความจุแบตเตอรี่ที่มากกว่า เนื่องจากมันมีขนาดที่ใหญ่มากกว่าหูฟังแบบเอียร์บัดนั่นเองครับ ส่วนหูฟังแบบ True Wireless ก็จะมีความอึดของแบตเตอรี่ค่อนข้างน้อยกว่าใครเพื่อนครับ

 ความสะดวกเวลาควบคุมการทำงาน

เวลาที่เรากำลังออกกำลังติดพันอยู่คงไม่อยากเสียเวลาไปหยิบหรือล้วงโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋าเพื่อกดรับสายหรือว่าเปลี่ยนเพลงหรอกจริงมั้ยครับ ฉะนั้นหูฟังที่มีรีโมทให้สามารถควบคุมการทำงานได้ง่ายๆก็เป็นจำเป็นสำหรับหูฟังออกกำลังเช่นเดียวกัน

หูฟังแบบ On-Ear Headphone ค่อนข้างจะได้เปรียบในเรื่องนี้เพราะมีขนาดของปุ่มที่ใหญ่ และมักจะแยกปุ่มในการสั่งงานต่างๆอย่างชัดเจนการปรับระดับเสียง การรับสายโทรศัพท์ แต่ก็ต้องอาศัยความคุ้นเคยในการใช้งานซักพักถึงจะกดปุ่มได้คล่องๆ

ส่วนหูฟัง Wireless แบบที่มีสายคล้องคอก็ค่อนข้างสะดวกเช่นกันเนื่องจากจะมีรีโมทให้เรากดสั่งงานได้ที่บริเวณสายเลย  แต่สำหรับหูฟัง True-Wireless นั้นอาจจะลำบากที่สุด โดยเฉพาะหูฟังที่มีราคาถูก เพราะหลายรุ่นต้องออกแรงกดลงไปที่ตัวบอดี้ของหูฟังเพื่อสั่งงาน ซึ่งมักจะทำให้เราเจ็บหู แต่ถ้าเป็นรุ่นราคาแพงขึ้นมาหน่อยซึ่งมีระบบ Touch Sensitive ก็จะสบายขึ้นเพราะแค่แตะเบาๆก็สามารถสั่งการได้ตามปกติครับ

เรื่องของ Noise Isolation

ลักษณะทางกายภาพจะมีผลต่อความสามารถในการป้องกันเสียงรบกวนของหูฟังเช่นเดียวกันครับ ซึ่งถ้าคุณต้องการได้ยินแค่เสียงเพลงขณะที่ออกกำลังโดยปราศจากเสียงรบกวนรอบข้าง หูฟังออกกำลังแบบเอียร์บัดก็จะได้เปรียบหูฟังแบบ On-Ear ในเรื่องนี้ เนื่องจากความสามารถในการซีลบริเวณช่องหูของเราได้แนบสนิท ส่วนหัวฟัง On-Ear นั้นไม่ได้ครอบใบหูของเราทั้งหมดก็เป็นธรรมดาที่จะได้ยินเสียงรอบข้างมากหน่อยครับ

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็อย่าลืมเรื่องสถานที่ในการออกกำลังกายของคุณด้วยนะครับ ถ้าคุณอยู่ในยิมหรือฟิตเนสแล้วอยากฟังเพลงอย่างเงียบสงบและมีสมาธิระหว่างออกแรง ก็สามารถเลือกหูฟังที่กันเสียงรบกวนได้ดีๆไปเลย แต่ถ้าเกิดคุณออกไปวิ่งหรือปั่นจักรยานกลางแจ้งก็ควรปล่อยให้มีเสียงบรรยากาศภายนอกเล็ดลอดเข้ามาได้บ้างนะครับ ไม่อย่างงั้นอาจจะกลับบ้านเก่าเร็วเกินไปก็ได้ครับ

ถ้าคุณเป็นนักวิ่งแต่ก็ชอบใช้หูฟังแบบเอียร์บัดมากกว่าแบบ on-ear ก็ให้ลองใช้ ear tip หรือจุกยางที่มีขนาดเล็กหน่อยก็จะช่วยให้หูฟังไม่อัดแน่นในช่องหูมากเกินไป ทำให้เราสามารถพอที่จะได้ยินเสียงรอบๆตัวได้บ้างครับ

Wireless Earbud, Wireless Headphone หรือว่า True Wireless ดีที่สุด?

ไม่มีคำตอบหรือสูตรสำเร็จที่ถูกต้องสำหรับเรื่องนี้ 100% ครับ เพราะว่าหูฟังแต่ละประเภทก็มีข้อดีข้อเสียต่างกันไป ขึ้นอยู่กับความถนัดและความชอบของผู้ใช้งานแต่ละคนด้วย แต่ขอสรุปข้อแนะนำสำหรับหูฟังสำหรับการออกกำลังตามนี้ก็แล้วกันครับ

  • เน้นหูฟังที่เบาและไม่อึดอัด เพื่อให้เวลาใส่จะได้รู้สึกสบายหูมากที่สุด ไม่งั้นเราจะทรมานและไม่สนุกเวลาออกกำลัง
  • หูฟังออกกำลังแบบ Earbud จะได้เปรียบหูฟังแบบ on-ear ในเรื่องของ ขนาด, ความคล่องตัว และราคาที่มักจะถูกกว่า
  • ถ้าไม่มีปัญหาเรื่องทุนทรัพย์ ให้เลือกหูฟังที่มีมาตราฐาน IP Rating ที่ IPX5 เป็นอย่างน้อย เพราะสามารถมั่นใจได้ในเรื่องความทนทานแน่นอน แถมยังสะดวกเวลาทำความสะอาดด้วยเพราะเราสามารถใช้น้ำล้างตัวหูฟังได้เลย (แต่อย่าเอาไปแช่น้ำล่ะครับ) 
  • ถ้าอยากดูข้อเปรียบเทียบระหว่างหูฟัง Wireless และ True Wireless สามารถจิ้มเข้าไปอ่านที่ ลิงค์ นี้ได้อีกทีครับ

There are no reviews yet.

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

พิมพ์คำที่ต้องการและกด ENTER เพื่อค้นหา

ตะกร้าสินค้า